น.ส.เสาวลักษณ์ ทองสกุล งานชิ้นที่1
โลกของเราในทุกวันนี้ถูกพัฒนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางด้าน Technology และนวัตกรรม (Innovation) ต่างๆที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้เราทุกคนได้ก้าวเข้ามาสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มตัวซึ่งเป็นยุคที่ Digital Technology เข้ามามีบทบาทอย่างมากกับชีวิตของเราทุกคนไม่เว้นแม้แต่ตัวเด็กเองก็ตาม สิ่งเหล่านี้มีผลต่อเขาในทุกๆแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเรื่องพัฒนาการในการเรียนรู้ต่อสิ่งต่างๆรอบตัว การเพิ่มศักยภาพในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ หรือแม้แต่เพิ่มทักษะในการช่วยเหลือตัวเองของเด็กทั้งจากห้องเรียนและจากชีวิตประจำวัน ซึ่งเราจะพบว่า Technology นั้นเกี่ยวข้องกับเราทุกคนอยู่ตลอดเวลาทักษะที่เด็กในศตวรรษที่ 21 ควรจะต้องมีนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ
1.ด้านวิชาการเด็กๆทุกคนควรที่จะต้องสามารถอ่านออกเขียนได้
คิดคำนวณได้ มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มีความสามารถด้านเทคโนโลยี
รวมไปถึงมีความรู้เกี่ยวกับการเงินการธนาคาร
สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีในตัวเด็ก
เพื่อให้เขามีความรู้พื้นฐานที่เพียงพอต่อการรับเอาสิ่งใหม่ๆที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคตได้
2.ด้านความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เด็กๆมีความสามารถในการแข่งขันกับผู้อื่น
ดังนั้นเขาควรจะต้องมีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ (LOGICAL THINKING) ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน นอกจากนั้นแล้ว
ความคิดสร้างสรรค์ในเด็กก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญเนื่องจากจะเป็นส่วนช่วยให้สามารถต่อยอดความรู้ที่เขาได้เรียนรู้
อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในตัวเด็กๆอีกด้วย ทั้งนี้
เมื่อไหร่ก็ตามที่เขามีทั้งความสามารถในการแข่งขัน
พร้อมกับกระบวนการคิดที่เป็นระบบและคิดอย่างสร้างสรรค์แล้ว
สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการสื่อสารและการมีความร่วมมือในการทำงานกับผู้อื่นนั่นเอง
หากเด็กๆมีความสามารถในทุกๆด้านแต่ไม่สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้คนอื่นได้
การมีศักยภาพก็คงจะไม่เกิดขึ้นในตัวเด็กคนนั้น
เด็กไทยยุค 4.0 ที่เกิดโตมาในสังคมที่เต็มไปด้วยความแข็งขัน จึงทำให้พ่อแม่ หรือ ผู้ปกครอง ยุคใหม่จึงให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของลูกหลานเพื่อสร้างโอกาสเชิงการแข่งขันกันตั้งแต่วัยเยาว์ โดยจากผลการวิจัยพบว่า คุณแม่ให้ความสำคัญกับ 5 ความสามารถพิเศษ จะมีอะไรบ้างไปชมกันเลย!!!
เด็กไทยยุค 4.0 ที่เกิดโตมาในสังคมที่เต็มไปด้วยความแข็งขัน จึงทำให้พ่อแม่ หรือ ผู้ปกครอง ยุคใหม่จึงให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของลูกหลานเพื่อสร้างโอกาสเชิงการแข่งขันกันตั้งแต่วัยเยาว์ โดยจากผลการวิจัยพบว่า คุณแม่ให้ความสำคัญกับ 5 ความสามารถพิเศษ จะมีอะไรบ้างไปชมกันเลย!!!
ซึ่งผลวิจัยนี้มาจาก Amarin Baby & Kidsเครือข่ายแม่ลูกที่เข้าถึงคุณแม่และสมาชิกครอบครัวถึง 21 ล้านคนต่อเดือน หรือ 73% ของแม่ไทยทั่วประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงพฤติกรรม ทัศนคติ ความคาดหวัง และตัวแปรตัดสินใจต่างๆ ของคุณแม่ไทยยุค 2017
• 85% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านภาษา โดยคุณแม่อยากให้ลูกสามารถพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษาขึ้นไป
• 56% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านกีฬา เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทางสังคม
• 45% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านการแสดง เพื่อให้ลูกกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ
• 42% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านดนตรี เพื่อสร้างทักษะทางอารมณ์ สามารถควบคุมอารมณ์ได้
• 23% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ทักษะในศตวรรษที่21
• 56% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านกีฬา เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทางสังคม
• 45% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านการแสดง เพื่อให้ลูกกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ
• 42% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านดนตรี เพื่อสร้างทักษะทางอารมณ์ สามารถควบคุมอารมณ์ได้
• 23% ให้ความสำคัญกับทักษะพิเศษด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ทักษะในศตวรรษที่21
ในยุค Education 4.0 ที่การเรียนการสอนมุ่งสอนให้ผู้เรียน สามารถนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งบนโลกนี้ มาบูรณาการเชิงสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม ดังนั้นการศึกษายุคใหม่ต้องเน้นแสวงหาการเรียนรู้ได้เอง อย่างท้าทาย สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ต่อยอดความรู้เดิม คิดและประยุกต์ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ได้ เหมาะกับตนเอง สังคม ตามสถานะการณ์ การจัดการศึกษา 4.0 จึงต้องนำเอาหลักการ เกี่ยวกับยุคสมัยใหม่ ที่ตรงความสนใจของ ชนพื้นเมืองดิจิทัล ที่มีชีวิตในโลกไซเบอร์ ซึ่งประกอบด้วยการจัดการศึกษาที่ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันบนไซเบอร์ โดยใช้ขีดความสามารถของระบบเชื่อมโยงทางฟิสิคัลกับไซเบอร์ ที่มีอุปกรณ์สมัยใหม่ช่วย เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตเมื่อแนวโน้มการพัฒนาประเทศมุ่งเน้นที่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แล้วการศึกษาของประเทศควรจะพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมในยุค “ประเทศไทย 4.0” เมื่อการเข้าถึงเนื้อหาความรู้มีลักษณะเปิด เข้าถึงได้ง่าย การแสวงหาความรู้จึงทำได้เร็ว เด็ก เยาวชนยุคใหม่ มีลักษณะเป็น ชนพื้นเมืองดิจิทัล Digital native ทำให้การเรียนการสอนแบบเก่าในห้องเรียน ที่ใช้วิธีการท่องจำเนื้อหา ตามแผนการสอน ตามกรอบหลักสูตร หรือทำโจทย์ ทำข้อสอบแบบเดิมจึงไม่เหมาะกับการศึกษายุคใหม่ ด้วยปัจจัยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางการจัดการศึกษา คนที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาชาติในยุค 4.0 นอกจากจะต้องมีทักษะจากความรู้ตามหลักสูตรที่ได้จดจำร่ำเรียนมา (Cognitive skills) ส่วนหนึ่งแล้วยังต้องมีทักษะอีกส่วนหนึ่ง คือทักษะที่ได้จากการทำงานของมันสมองส่วนหน้า วึ่งมาจากการหล่อหลอมฝึกฝน (Non-Cognitive skills) ปฏิบัติให้เป็นคนไม่มักง่าย รู้จักใช้ความคิดใคร่ครวญ ไตร่ตรอง แสวงหาการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สร้างสรรค์แนวทางในการพิชิตแก้ปัญหา มีความมุ่งมั่นบากบั่นไม่มักง่าย ถือว่าเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นต้องปลูกฝังให้กับเยาวชนทุกคน นอกเหนือไปจากการให้ความรู้เนื้อหาวิชาในตำราเรียน ที่เรียกว่า พุทธิศึกษา พลศึกษา จริยศึกษา และหัตถศึกษา เป็นทักษะที่ทุกคนต้องมีและจะต้องสร้างขึ้น โดยการหล่อหลอมฝึกให้ทำจนชำนาญจนติดเป็นนิสัยที่ แสดงออกโดยอัตโนมัติ คำว่า จิตตะ มานะ วิริยะ อุตสาหะ เป็นเพียงความรู้ที่เราสอนให้จดจำ แต่เราไม่เคยปลูกฝัง ในยุคนี้ครูอาจารย์ในสถานศึกษาทุกระดับ จะต้องทำหน้าที่ให้ครบทั้งสองส่วน คือให้ความรู้และปลูกฝังนิสัยที่เกิดจากการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของสมองส่วนหน้า โดยอาศัยกระบวนการสอน และการฝึกให้ทำซ้ำ ๆ ให้มีความมุ่งมั่นบากบั่นมานะไม่ย่อท้อง่ายๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองจากองค์ความรู้ผ่านทางนวัตกรรมที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ปัจจุบันโลกแห่งการศึกษาได้ก้าวหน้าและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ รูปแบบการเรียนรู้ก็ต้องปรับปรุงไปเรื่อยๆเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย โดยเด็กนักเรียนจะมีการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น สร้างสรรค์ และท้าทาย มองเห็นปัญหาเป็นโจทย์ให้นักเรียนได้ เรียนรู้วิธีการแก้ไข ซึ่งทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษที่21 คือ 3R8C โดยมีรายละเอียดดังนี้

อย่างแรกคือ 3R คือทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อผู้เรียนทุกคน มีดังนี้
1. Reading คือ สามารถอ่านออก
2. (W)Riteing คือ สามารถเขียนได้
3. (A)Rithmatic คือ มีทักษะในการคำนวณ
และอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้ 3R คือ 8C ซึ่งเป็นทักษะต่างๆที่จำเป็นเช่นกัน ซึ่งทุกทักษะ สามารถนำไปปรับใช้ในการเรียนรู้ได้ทุกวิชา มีดังนี้
1. Critical thinking and problem solving คือ มีทักษะการคิดวิเคราะห์
การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสามารถแก้ไขปัญหาได้
การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสามารถแก้ไขปัญหาได้
2. Creativity and innovation คือ การคิดอย่างสร้างสรรค์และคิดเชิงนวัตกรรม
3. Cross-cultural understanding คือ ความเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรมและ กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม
4. Collaboration teamwork and leadership คือ ความร่วมมือ
การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ
การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ
5. Communication information and media literacy คือ
มีทักษะในการสื่อสารและการรู้เท่าทันสื่อ
มีทักษะในการสื่อสารและการรู้เท่าทันสื่อ
6. Computing and IT literacy คือ มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และรู้เท่าทันเทคโนโลยี
7. Career and learning skills คือ มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้
8. Compassion คือ มีความเมตตากรุณา มีคุณธรรม และมีระเบียบวินัย
นางสาวเสาวลักษณ์ ทองสกุล
รหัส 61181010035
สาขาภาษาไทย ชั้นปีที่ 1
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น